บทที่ 16 ไม่เอาไหน…
ส่วนเยี่ยเสวียน… กลับดูเหมือนไม่ได้สนใจสิ่งใดนัก ดวงตาครึ่งหลับครึ่งตื่น สีหน้าเฉื่อยชา เห็นได้ชัดว่าเขายังง่วงงุนอยู่ คงเพราะถูกฉางซีปลุกให้ออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
เสียงสนทนารอบข้างยังคงดังไม่ขาดสาย
“แล้วแบบนี้พวกเราจะไปสู้อะไรได้” คนหนึ่งถอนหายใจ “ข้าว่าพวกเราไม่มีทางได้เป็นศิษย์สายนอกของสำนักเซียนกลีบบุปผาสวรรค์หรอก ได้ยินว่าปีนี้เปิดรับเพียงสามคนเอง”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” อีกคนพยักหน้า ก่อนจะลดเสียงลง “ว่าแต่ เหตุใดสำนักเซียนกลีบบุปผาสวรรค์จึงเปิดรับศิษย์สายนอกในครั้งนี้ แล้วยังมีศิษย์จากสำนักอันดับหนึ่งมาร่วมคัดเลือกอีก ไม่ใช่ว่าหากได้เป็นศิษย์สายนอก ต้องออกจากสำนักเดิมหรอกหรือ”
“เจ้านี่ช่างคร่ำครึเสียจริง” บุรุษอีกคนหัวเราะเบา ๆ “หากได้รับคัดเลือก ก็ถือว่าเป็นศิษย์ของสองสำนักพร้อมกัน เหตุที่สำนักเซียนกลีบบุปผาสวรรค์เปิดรับคนภายนอก ก็เพราะต้องการยอดฝีมือที่ดีที่สุดมาช่วยปกป้องถ้ำศักดิ์สิทธิ์ และอาวุธวิเศษที่อยู่ภายในนั้นนั่นแหละ”
“เช่นนั้น หากผู้ที่ได้เฝ้าถ้ำคิดขโมยของในนั้น ก็ง่ายดายยิ่งนักสิ”
“เจ้าใช้สมองคิดบ้างไม่ได้หรือ” อีกฝ่ายหัวเราะหยัน “ของวิเศษระดับนั้น ล้วนถูกร่ายอาคมจากอดีตเทพสูงสุด เทพต้นกำเนิดเชียวนะ มีพลังปกป้องตนเอง ต่อให้เป็นเทพสูงสุดแห่งยุคนี้ต้องการขโมยมัน ก็ไม่สามารถนำมันออกไปได้”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงต่ำลง
“แม้แต่จอมมารที่ว่ามีพลังต้นกำเนิดเช่นกัน หากคิดช่วงชิง ก็ต้องบาดเจ็บสาหัส ระหว่างการแย่งชิงจะถูกพลังสะท้อนกลับ จนไม่อาจใช้พลังต่อไปได้ และเหตุที่ต้องมีผู้เฝ้าถ้ำซึ่งเก่งกาจ ก็เพื่อสังหารพวกที่หมดแรงเหล่านั้นขณะเดินออกมาจากถ้ำเท่านั้นเอง”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง…”
เสียงของฉางซีเอ่ยขึ้นเบา ๆ ภายหลังจากที่ได้ยินความลับเหล่านั้น นางพยักหน้าช้า ๆ ทว่าภายในใจกลับแล่นวูบไปด้วยความคิดหนึ่ง
หากมารน้อยนี่ช่วยนางขโมยกระจกวิเศษ เมื่อถึงเวลานั้น นางก็เพียงปล่อยให้เขาถูกสังหารเสีย… นางจะได้ประโยชน์ถึงสองต่อ
หนึ่ง …ได้ของวิเศษ
สอง ….กำจัดมารน้อยผู้นี้เสียให้พ้นทาง อนาคตของนางก็จะปลอดภัย ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกเขาฆ่าตาย
คิดมาถึงตรงนี้ ฉางซีก็พยักหน้ากับตนเองอีกครั้ง แผนนี้… นับว่าเยี่ยมยอดยิ่งนัก
“เจ้ามารน้อย เตรียมตัวให้พร้อม เราจะเข้าคัดเลือกเป็นศิษย์สายนอก”
นางกล่าวโดยไม่หันไปมอง ก่อนจะเอ่ยสั้น ๆ อีกคำ
“ไป”
แล้วเดินนำออกไปทันที
ทว่าเดินไปได้เพียงครู่เดียว ฉางซีกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ด้านหลังเงียบเกินไป… เงียบราวกับไม่มีผู้ใดเดินตามมา
นางจึงหันกลับไปดู
และทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า ฉางซีก็ต้องกอดอก ถอนหายใจพรืดยาวอย่างระอา
เจ้ามารน้อยนั่น… กำลังยืนหลับพิงต้นไม้อยู่ที่เดิม ศีรษะเอนพาดลำต้น ดวงตาปิดสนิท ราวกับโลกทั้งใบไม่เกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย
ไม่เอาไหน…
ไม่เอาไหนจริง ๆ!
นางถอนหายใจอีกครั้งด้วยความเซ็งจัด ก่อนจะปล่อยแขนลงอย่างแรง แล้วเดินดุ่ม ๆ กลับไปหาเขา
มือเรียวฟาดป๊าบเข้าที่หัวไหล่ของเขาอย่างไม่ปรานี
เยี่ยเสวียนสะดุ้งตื่น ตัวโยกเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลายังคงงุนงง
“มีอะไร… มีอะไรหรือ” เขาถามพลางมองซ้ายมองขวา ดวงตาเต็มไปด้วยความมึนงง
ฉางซีไม่เคยรู้สึกเสียดายความหล่อ และพลังอำนาจของคำว่า จอมมาร เท่านี้มาก่อน
โลกใบนี้ เหตุใดจึงได้สร้างจอมมาร… จอมเฉิ่ม ไม่เอาไหนเช่นนี้ออกมาได้กัน!
